๑.๑ ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน ๑๘ ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
- รายวิชาศิลปะ๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๗ ชั่วโมง/สัปดาห์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ - ๓/๗
- รายวิชานาฏศิลป์พื้นฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๗ ชั่วโมง/สัปดาห์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕/๑ - ๕/๗
- กิจกรรมแนะแนว จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กิจกรรมนักศึกษาวิชาทหาร จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กิจกรรมชุมนุมวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
๑.๒ งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ๘ ชั่วโมง/สัปดาห์
- การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- การสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- การมีส่วนร่วมในชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- การจัดทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานที่ปรึกษา งานดูแลนักเรียน งานโฮมรูม เวรประจำวัน จำนวน ๓ ชั่วโมง/สัปดาห์
๑.๓ งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
- หน้าที่ประจำฝ่ายงานบริหารทั่วไป (กิจการนักเรียน)
- งานสถานศึกษาปลอดภัย จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานTo Be Number one จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานสภานักเรียน จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานสถานศึกษาสีขาว จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
๑.๔ งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน ๕ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ จำนวน ๒ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานโรงเรียนสีขาว/โรงเรียนคุณธรรม/โรงเรียนสุจริต จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานปลอดภัยในสถานศึกษา จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานยาเสพติด จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
รวมจำนวนชั่วโมง ๓๕ ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน
ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย (ยังไม่มีวิทยฐานะ) ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง คือ ใช้ทักษะและแก้ไขปัญหา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ รายวิชา นาฏศิลป์พื้นฐาน
ศ๓๓๑๐๒ ประจำภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗
๑. สภาพปัญหาของผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การกล้าแสดงออก การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน ระบุให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์มีวิจารณญาณมีความคิดสร้างสรรค์คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์นักเรียนที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์นักเรียนจะมีความสามารถในการสื่อสาร เนื่องจากการคิดวิเคราะห์จะต้องผ่านกระบวนการสื่อสาร คือการรับสาร คือได้ฟัง อ่าน ดู สังเกต แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการรับสารสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์ได้ผลอย่างไร จึงส่งสารออกไปโดยการบอก การเขียน การนำเสนอแผนภาพ การแสดงออก หรือการปฏิบัติให้เห็น
สภาพปัญหาของผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาดังกล่าวด้านกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นไปที่ผู้เรียนเป็นสำคัญการฝึกทักษะกระบวนการทางนาฏศิลป์ไม่ได้เท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากสื่อการเรียนรู้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เอกสารประกอบการเรียนไม่เพียงพอ รูปแบบไม่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน เนื้อหาในเอกสารประกอบการเรียนยากเกินไป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่ได้เน้นทักษะการทางนาฏศิลป์ด้านผู้เรียนที่ไม่กล้าแสดงออกไม่สามารถสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ได้ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในกลุ่มและเพื่อนต่างกลุ่ม นักเรียนมักจะนั่งฟังครูเฉยๆ จดแต่งานที่ครูสอนเท่านั้น ทำให้นักเรียนเหล่านี้มีผลสัมฤทธิ์ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ ๖๐ จากสภาพปัญหาดังกล่าวส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพและไม่บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรสถานศึกษา
ดังนั้นครูผู้สอนจึงจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานประเด็นท้าท้ายโดยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เป็นสื่อนวัตกรรมในการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ให้สูงกว่าร้อยละ ๖๐ พัฒนาทั้งจิตใจ ร่างกาย และสติปัญญา ให้ความสำคัญกับทักษะกระบวนการทางนาฏศิลป์ พัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ศีลธรรม สามารถปรับตัวและปรับปรุงบุคลิกภาพของตน เข้าใจตนเองและผู้อื่น
๒. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
๒.๑ วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2561) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๓
๒.๒ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช๒๕๕๑ ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช ๒๕๖๑) เลือกสาระที่ ๓ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จัดทำโครงสร้างรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา จัดทำหน่วยการเรียนรู้
๒.๓ ศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิดทักษะกระบวนทางนาฏศิลป์ และทักษะ
การคิดวิเคราะห์และขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้
๒.๔ นำแผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เสนอผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๓ ท่าน ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ตรวจสอบวิธีการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมครอบคลุมในด้านเนื้อหา (Content validity) และโครงสร้าง (Construct) ความเหมาะสมของภาษาและวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) พร้อมนำแบบประเมิน นำไปปรับปรุงตามตำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
๒.๕แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่เป็นกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม และแบบภาคสนาม กับนักเรียนห้อง ม.๕ เพื่อวิเคราะห์ปรับปรุงให้เหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาการ
๒.๖ นำการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ไปใช้เป็นสื่อการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ ทั้งในรูปแบบ online หรือ onsite โดยปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบท
๒.๗ บันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้จากการใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) และสะท้อนผลการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบเป็นระยะ หากมีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในเรื่องใด ให้ใช้กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน และการสอนซ่อมเสริม สำหรับใช้แก้ไขปัญหาการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ศึกษา และทำการทดสอบใหม่ จนนักเรียนมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
๒.๘ บันทึกข้อมูลคะแนนในระบบสารสนเทศผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อประเมินการเรียนรู้ นำข้อมูลที่ได้พัฒนาผลการเรียนรู้ให้นักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
๓. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
๓.๑ เชิงปริมาณ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ร้อยละ ๖๐ ที่เรียนวิชานาฏศิลป์พื้นฐาน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีสูงขึ้น ตามตัวชี้วัดในสาระการเรียนรู้ศิลปะ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความความหมาย ความสำคัญของวิชานาฏศิลป์มีทักษะกระบวนการทักษะการคิดวิเคราะห์วิธีการทางนาฏศิลป์ นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์แนวทางการเชื่อมโยงความรู้ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้และมีความพึงพอใจต่อการเรียน ในระดับมากที่สุด
ปัญหา คือ นักเรียนติดเล่นระหว่างที่เรียน และไม่มีสมาธิในการเรียน ซึ่งะหากเรียนด้วยวิธีการแบบเดิมๆ คือ จด และ จำ อาจจะทำให้ไม่มีความน่าสนใจ
แก้ปัญหาโดย ใช้สื่อการสอนที่สนุกสนานในการสอนรายวิชา นาฏศิลป์ไทย เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ความสนุก ตื่นเต้น และมีการแข่งขันระหว่างที่เรียน